บทที่2 ปักษาและวิฬาร์

posted on 27 Apr 2010 20:08 by ponjiw

และแล้วหลังจากการโหมทำ repair เห้ย rewrite

นิยายบทที่2 ก็เสร็จสิ้นออกมา ให้เชยชม และ ชมเชย

และได้ ลองลิ้ม ชิ้มรส (พอหละ - -")

เพื่อเป็นการไม่เสียเวลาต่อเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ลุงๆ ป้าๆ อาๆ น้ำๆ (มันจะอะไรอีกนานไหม)

ขอเชิญรับชมกันได้แล้วครับบบ!!

^/\^ ^/\^ ^/\^ ^/\^ ^/\^ ^/\^ ^/\^ ^/\^ ^/\^ ^/\^ ^/\^ ^/\^ ^/\^ ^/\^ ^/\^ ^/\^ ^/\^ ^/\^ 

                    สายลมเย็นพัดโบกเบาๆปะทะกับ ใบหญ้าและ ใบไม้จนปลิวไปตามแรงลมคล้ายกับภูติไม้ตัวเล็กๆที่กำลังเริงระบำ อยู่กับสายลมอย่างสนุกสนาน แสงสีเขียวท่อประกายเรืองออกมาเมื่อเหล่าใบไม้นั้นต้องกับแสงแดดอ่อนๆ เหล่าสัตว์น้อยใหญ่ต่างเริงรมย์กับบรรยากาศอันเย็นสบายที่เปรียบเสมือนกับของขวัญอันแสนวิเศษจากธรรมชาติผู้ยิ่งใหญ่                

                   “นี้ นี้ นี้ เจ้าเหยี่ยวได้ยินไหม เจ้าเหยี่ยว!!!” เสียงเด็กสาวดังเรียกเด็กหนุ่มที่ตอนนี้ลงไปนั่งอึ้งอยู่กับพื้นไม้ภายในบ้านที่เปิดรับลม ใบหน้าสีขาวออกอาการแดงระเรื่อขึ้นจะด้วยอะไรก็มิทราบ แต่น่าจะเป็นเพราะสาวน้อยคู่กัดของเขายามวัยเด็กได้กลายเป็นสาวน้อยน่ารัก ผิวขาวนวลออกชมพูนิดๆ ริมฝีปากสีชมพูอ่อนดูเอิบอิ่ม ผมสีขาวแซมเงินดูเป็นประกาย เข้ากับชุดสีขาวที่ทำจากผ้าแพรสีขาวเนื้อมันวาวให้สัมผัสที่นุ่มลื่นยามจับต้อง ภายในซุกซ่อนร่างบางของสาวน้อยที่สูงไม่มากนักเอาไว้ จนทำให้สาวน้อยผู้นี้ดูเหมือนตุ๊กตาแสนน่ารักที่ประดับด้วย ปิ่นปักผมสีเงินมันวาวที่ช่วยเพิ่มความน่ารักที่มากอยู่แล้วให้เพิ่มมากขึ้นอีก

                “เหวออออ” เด็กหนุ่มร้องเสียงหลง ก่อนจะหงายหลังโครมเมื่อใบหน้าของสาวน้อยเข้ามาใกล้ใบหน้าของเขาเล่นเอาหัวใจที่ไม่ค่อยจะเต้นแรงนักเต้นแรงขึ้นมาทันที ใบหน้าที่เมื่อก่อนหน้านี้แดงอยู่แล้วก็ยิ่งแดงขึ้นมาอีก จนเก็บอาการเขินไว้ไม่อยู่

                “อย่ามาทำให้ตกใจกันสิ ยัยแมว มิโดลิ!!!” เด็กหนุ่มตะคอกเสียงดังเพื่อกลบเกลื่อนความเขินนั้นแต่ทว่ากลับไม่ได้ผลเพราะสายตาของเจ้าหล่อนที่เล่นจ้องมองดูอากับกิริยาของเพื่อนตัวแสบของเธอไว้อย่างชนิดที่ไม่มีทางหลบพ้นเลย ก่อนที่ดวงตาสีเงินวาวนั้นจะเปลี่ยนเป็นฉายแววความได้เปรียบขึ้นมา

                “ฮิ ฮิ เธอนี้เวลาอายดูน่ารักจังนะ แต่ว่าที่อายนี้เพราะฉันหน้ารักใช่ไหมหละ ฮาฮาฮา” เด็กสาวสลัดคราบความเรียบร้อยน่ารักออกไปจนหมดพร้อมทั้งพูดแสดงว่าตนชนะเขาแล้วในครั้งนี้

                “แกล้งกันนักใช่ไหมฮะ อย่างนี้ต้องเจอนี้.....”วาชิพูดลากเสียงก่อนเริ่มลงมือละเลงหัวเด็กสาวอย่างสนุกสนาน จนผมบนหัวของเด็กสาวดูไม่เป็นทรงทำเอาเด็กสาวน่ารักๆถึงกับโวยวายยกใหญ่ ก่อนจะเริ่มละเลงหัวของอีกฝ่ายเหมือนกันหญิงสาวทั้งสองผู้เป็นแม่ของแต่ละฝ่ายนั่งหัวเราะก่อนจะมองดูอีกฝ่ายอย่างเอ็นดู

                           “อ้าวนี่ พอได้แล้วๆ เดี่ยวชุดก็ขาดหมดหรอก มิโดลิ คืนนี้จะไม่สวยเอานะ” หญิงสาวผมเงินผิวขาวในชุดผ้าแพรเนื้อมันสีฟ้าอ่อนพูดห้าม เด็กสาวที่กำลังตะรุมบอลกับเด็กหนุ่มอีกคน จนเสื้อผ้าหลุดลุ่ย ในขณะที่ซากุระเองก็กำลังเข้าไปห้ามเด็กหนุ่มด้วยเช่นกัน

                “นี้ วาชิ หนูมิโดลิ เธอเป็นผู้หญิงนะลูกยังจะไปแกล้งอีก”ซากุระดุลูกชายพร้อมกับเขกหัวไปหลายที่จนวาชิต้องเอามือขึ้นมาบังและพูดอิดออดเบาๆอย่างไร้ทางโต้เถียงได้ว่า“โถ่แม่”

                “อ้าวๆ พอกันได้แล้ว ซากุระ พาเจ้าวาชิไปแต่งตัวใหม่เถอะ เสร็จแล้วมีเรื่องจะคุยด้วย”เสียงของโทบิดังห้ามขึ้นก่อนจะแยกทั้งหมดออกจากกัน ........ 

                               มุมหนึ่งในคฤหาสน์สุดหรูแสนโอ่อ่าที่สร้างจากไม้สักทองทั้งหมด ภายในประดับด้วยรูปวาดบนกระดาษสาเนื้อดี และ รูปปั้นทองคำ จากศิลปินอันดับต้นๆของอาณาจักร ผู้คนภายในแต่งองค์ทรงเครื่องอย่าง

                “หืม ว่าไงนะ เจ้าคุโรคามิ วาชิ ลาออกจากโรงเรียนเพราะทะเลาะกับอาจารย์ และ นักเรียนบางคน ยังงั้นเหรอ”ชายชุดม่วงลายดอกซากุระสีทอง ท่อจากแพรเนื้อมันอย่างดีที่สุดเท่าที่ในเมืองจะมีขาย ในมือถือพัดมีลายสลักลายด้วยทองคำพูดขึ้น

                “ใช่ครับ ท่านพ่อ เจ้าวาชิมันทะเลาะซะยกใหญ่ก่อนจะเดินไปลาออกเองเลยครับ” เด็กหนุ่ม ผู้เป็นบุตรเอย                “อืมๆ ถ้าอย่างนี้คงมีเรื่องให้ไปเยาะเย้ยกันในคืนงานวันนี้แน่” ชายผู้เป็นพ่อกล่าวก่อนที่ทั้งสองพ่อลูกจะหัวเราะดังไปทั่วทั้งห้องนั้น

                 บ้านคุโรคามิ

                “โอ้โห เท่ไม่เบานิวาชิ ว่าแต่ความเท่นี้จะได้ซักกี่น้ำกันถ้าโดนคำนินทาต่อหน้าของพวกลูกผู้ดี คุณหญิงคุณนาย คุณชายแห่งคฤหาสน์หลังโต” เสียงใสๆ ของมิโดลิพูดชมก่อนที่จะพูดเชือดเฉือนเด็กหนุ่มที่ตอนนี้อยู่ในชุดลูกขุนนางผู้สูงศักดิ์เสื้อแพรสีขาวใสบริสุทธิ์ กับกางเกงผ้าแพรสีน้ำเงินเข้มพร้อมกับรูปนกสีดำบนขากางเกงทั้งสองข้าง ก่อนจะคลุมทับด้วยเสื้อคลุมแขนยาวสีฟ้าอ่อนข้างหลังเสื้อมีตราประจำตระกูลที่ถักจากไหมสีทอง

                        “เหอะ ก็ลองดูสิ เท่ไม่เท่ไม่สนแต่งานนี้มีอาระวาดแน่นอน” วาชิตอบเป็นเชิงท้าพร้อมหักนิ้วมือทั้งสิบเสียงดังใบหน้าเต็มไปด้วยความมันใจในฝีมือของตน เพราะสำหรับเขาแล้วแม้ว่าเรื่องเรียนต่างๆจะไม่เคยผ่านเกณฑ์ก็ตามแต่เรื่องอาระวาดนี้ขอให้ได้บอกมาเถอะจะลุยให้ถึงไหนถึงกันเลย

                “พ่อผมเอา วิหกคู่ไปด้วยนะเผื่อมีเรื่อง” เด็กหนุ่มจับดาบคู่ที่เล่มหนึ่งยาวกว่าลำตัวของตนแต่อีกเล่มกับสั้นกว่าลำตัวของตนมาแนบติดไว้ที่เอวทั้งสองค้าง

                “เฮ้ยไม่ดีมั้งลูก นี้มันงานใหญ่นะเกิดไปฟันใครเล่นเข้าให้เดี๋ยวมันจะเรื่องใหญ่เอา ถ้ายังไงให้พวกพ่อจัดการก่อนแล้วกัน” โทบิกล่าวอย่างอารมณ์ดี แต่ก็หวั่นๆในความอารมณ์ร้อนของลูกเหมือนกันที่พอโดนใครเปาหูเข้าหน่อยเป็นอันได้ซัดกันซักตุบสองตุบ ส่วนทางเด็กหนุ่มก็ได้แต่หน้างอที่อดเอาอาวุธคู่ใจไปด้วย

                 ยามเย็นในราชวังคะโชฟุเก็นซึ แสงไฟสีแดง เขียว ทอง ฟ้า และน้ำตาล จากคบเพลิงถูกจุดอยู่ทั่วทั้งบริเวณทางเดินและส่วนต่างๆของวังหลวงแห่งนี้ เสียงดนตรีดังขึ้นจากท้องพระโรงส่วนกลางของราชวังและลานโดยรอบ ที่ตอนนี้ถูกจัดให้เป็นที่จัดงานเลี้ยงฉลอง สำหรับเหล่า ทหาร ขุนนางและกษัตริย์ทีมีขึ้นปีละครั้ง เพื่อผ่อนคลายจากการทำงานอย่างหนัก(อย่างบ้าครั่งสำหรับบางคน)ตลอดทั้งปี เสียงดนตรีของเหล่านักดนตรีในแต่ละสาขาดังคลอไปกับการร่ายรำของเหล่านักเต้นลำทั้งหญิงและชายสร้างความลื่นลมให้กับเหล่าขุนนางและเครือญาติของพวกเขาทั้งหลาย อาหารมากมายถูกจัดเรียงเอาไว้ให้เลือกสรรมารับรับประทานกันได้อย่างไม่อั้นใครมีท้องมาเท่าไรก็กินกันไปเท่านั้น ด้านนอกจากท้องพระโรงมีการประลองกำลังของเหล่าทหารบ้าพลังทั้งหลาย และแน่นอนรวมถึงเหล่าลูกขุนนางฝ่ายบู๊ อย่างวาชิก็ร่วมเข้าด้วยแม้ว่าตัวเองจะอายุน้อยกว่าใครๆก็ตามแต่นั้นก็ไม่ใช่อุปสรรค์สำหรับเขาเพราะนิสัยเฮฮา เปิดเผยไม่มีพิธีรีตองและที่สำคัญคือไม่เย่อหยิ่งในศักดิ์ของลูกองครักษ์ระดับสูงที่เหล่าทหารทั้งหลายต้องเคารพ และฝีมือที่ยอดเยี่ยมทำให้เข้ากับพวกทหารแม่ทัพนายกองได้ง่ายและเป็นที่ยอมรับเสียด้วย

                 “โอ เป็นไงบ้างวาชิ ลาออกจากโรงเรียนปุบก็กะจะเข้าเป็นทหารเลยหรอ ถึงได้มารวมกลุ่มตะลุมบอลกับ เหล่าทหารทั้งหลายแบบนี้” เสียงที่แสดงถึงความเย่อหยิ่งและสูงศักดิ์ของเด็กหนุ่มผมสีฟ้า นัยน์ตาสีเขียวอ่อนสวมชุดดีเงินที่ตัดจากแพรไหมเนื้อดี 

              “หึ เปล่าแค่ไม่อยากไปยุ่งกับพวกผู้ดี” เด็กหนุ่มตอบพลางเก็บดาบไม้เข้าที่เก็บของมัน ก่อนจะหันไปตามเสียงเรียกชื่อเขา 

               “วาชิ.... ว่าแล้วพวกบ้าพลังอย่างนายมันต้องมาอยู่นี้เอง เอ้าผ้า” เสียงใสๆของเด็กสาวแสนน่ารักผมสีขาวเงินวิ่งออกมาจากท้องพระโรงน้ำเสียงที่ดูเป็นห่วงเล็กน้อยแต่ก็ยังไม่เลิกที่จะกัดด้วยดังขึ้น ก่อนที่เจ้าตัวจะยื่นผ้าเช็ดหน้าสีเขียวอ่อนของตนให้กับเด็กหนุ่ม

                “ขอบใจนะ ว่าแต่ผ้าผื่นนี้มันผื่นโปรดสุดห่วงเลยไม่ใช่เหรอ” เด็กหนุ่มถามอย่างงงๆ ก่อนจะรับผ้ามา 

               “ไม่เป็นไรหรอกถ้าเป็นนายเอาไปเช็ดเถอะ”  เด็กสาวตอบพลางก้มหน้าที่ระเรื่อนิดหน่อยหลบก่อนจะเงยขึ้นมาพร้อมกับใบหน้าที่ระเรื่อหายไป

                “โหยไม่น่าเชื่อว่าเด็กสาวขี้งกผ้าอย่างเธอจะให้ฉันยืมผ้าด้วย เป็นพระคุณอย่างสูงคร้าบบบ”เด็กหนุ่มตอบยียวนพลางยิ้มอย่างอารมณ์ดีหลังได้เอาเหงือออกจากร่าง

                “ไอ้บ้า ว่าฉันขี้งกไม่อยากใช้ใช่ไหมฮะ”เด็กสาวพูดอย่างโมโหก่อนจะยกฝ่ามือขึ้นตบหัวเด็กหนุ่มแต่ว่าก็พลาดเพราะวาชิรู้ตัวกระโดดหลบพร้อมชิงผ้าในมือมาเสียก่อนที่เขาจะอดได้ใช้ผ้าสุดห่วงผื่นนี้ 

               “หน่านะ เรื่องเล็กน้อยแค่นี้เองยัยแมว โกรธไปได้เดี๋ยวก็ไม่น่ารักหรอก”เด็กหนุ่มพูดยียวนเชิงง้อ ก่อนจะยิ้มให้แล้วใช้มือหนาๆลูบหัวสาวน้อยเบาๆ

                “เออ รีบใช้ไปเลยก่อนที่ฉันจะเปลี่ยนใจ แล้วใครใช้ให้นายมารูปหัวกันนะ ไอ้นี้อย่างโดนถีบใช่ไหมฮะ!” เด็กสาวพูดพลางจะยกขาขึ้นถีบแต่เด็กหนุ่มก็เอี้ยวตัวหลบได้พร้อมแลบลิ้นปลิ้นตาล้อเลียนกลับ เหล่าทหารและแม่ทัพนายกองก็ได้แต่ยื่นยิ้มหัวเราะกับท่าทางน่ารักๆของเด็กทั้งสองคนนี้ แต่แล้วความคึกครื้นก็กลับจางลงเมื่อเสียงของคนที่ทุกคนไม่อยากยุ่งด้วยที่สุดดังขึ้นทำลายบรรยากาศดีๆ

                “โอ้.... นึกว่าคุณหนูที่ไหนที่แท้ ก็คุณหนูแห่งป่าลึก เนโกะมาตะ มิโดลิ ที่เขาลำลือกันว่าพลังเวทสูงพอๆกับนักเวทย์ระดับสี่ คนนี้นี้เองแต่น่าเสียดายนะที่ไม่ได้เข้าเรียนที่โรงเรียนกลางแห่งโทชิน เหมือนกับเด็กที่เข้าไปเรียนได้เพียงแค่วันเดียวก็ลาออกเพราะไปทะเลาะกับอาจารย์เข้าได้” เด็กหนุ่มผมสีฟ้า สวมชุดแพรพรรณอย่างดีที่สุดเท่าที่ในเมืองนี้จะหาได้เดินก้าวเท้าเข้ามาใกล้ๆ พร้อมด้วยน้ำเสียงประชดประชัน

                “มีอะไรหรือไง ถ้าถามว่าทำไมถึงไม่เข้าไปเรียนที่โรงเรียนกลาง เหตุผลก็แบบเดียวกับที่วาชิลาออกมานั้นแหละ มันน่าเบื่อมีอะไรอีกไหม”เด็กสาวตอบอย่างปัดรำควาน

                “หึหึ นึกว่าใครมาเสวนาที่แท้ก็ คุโรคามิ กับ เนโกะมาตะ นี้เอง ว่าแต่มาอยู่ที่ลานประลองแบบนี้สนใจจะลองประลองกับบุตรของข้า เกนมะ ไหมหละดูหน่อยสิว่าผู้ที่บอกว่าโรงเรียกกลางน่าเบื่อแบบนี้จะสู้กับเด็กในโรงเรียนกลางได้หรือไม่”  ชายชุดม่วงลายดอกซากุระสีทอง ทอจากแพรเนื้อมันอย่างดี ในมือถือพัดมีลายสลักลายด้วยทองคำ พูดขึ้นเป็นเชิงท้าทาย

                “ก็ได้นะ ว่าแต่จะให้ประลองเป็นคู่หรือ ยังไม่เห็นคู่ของเจ้า เกนมะเลย หรือว่าลุงจะลงมือเองหละ” วาชิตอบอย่างไม่เกรงกลัว

                “โอ้ ย่อมได้อยู่แล้ว ว่าแต่คุณหนูแค่สองคนคิดว่าจะชนะผมกับลูกชายได้อย่างนั้นรึ” 

                “หึ น่าสนุกดีนี้ ไม่ลองไม่รู้ ใช่ไหมมิโดลิ” เด็กตอบพลางแสยะยิ้มที่มุมปาก โดยที่ไม่ได้สนใจท่าทางไม่ค่อยมั่นใจของเด็กสาวข้างหลังเลย เพราะเธอรู้ว่าชายเบื้องหน้าเธอคือใคร เขาคือ เทนเซย์ แห่งห้าขุนพลรบจอมเวทผู้กุมอำนาจทหารจอมเวทหนึ่งกองพันไว้ในมือ และความสามารถของขุนพลผู้นี้ไม่ได้ด้อยไปกว่า โทบิ พ่อของวาชิเลยแล้วเราจะเอาอะไรไปสู้กับเขาหละ

                “ไปเล่นเป็นเพื่อน วาชิ หน่อยเถอะลูก ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องความสามารถอะไรทั้งนั้นหรอก” มือหนาลูบลงที่หัวของเด็กสาว มิโดลิได้แต่หันมามองด้วยแววตาที่แสดงถึงความสงสัย ชายผู้เป็นพ่อก็ได้แต่ยิ้มก่อนจะกระซิบที่ข้างหูของลูกสาว

               “เชื่อใจว่าที่คู่หูของลูกสิ อีกไม่กี่วันก็ต้องออกเดินทางไปด้วยกันแล้ว ถ้าวันนี้ไม่หัดที่จะสู้ร่วมกันไว้คงไม่อาจเข้าใจอีกฝ่ายได้หรอก” แววตาที่ดูเกรงกลัวและสับสนหายไปเหลือแต่แววตาแห่งความมุ่งมั่นพร้อมๆกับที่ ใบหน้าระเรื่อเล็กน้อยก่อนจะหายไปอย่างรวดเร็วของเด็กสาวปรากฏขึ้น

                “ลุยเถอะ เจ้าเหยี่ยวบ้าพลัง” มิโดลิพูดพลางเดินตามวาชิขึ้นลานประลองไป

                “เฮ้ ลุงจะเริ่มได้ยัง”วาชูพูดท้า ร่างของพ่อลูก ก็หายวับพลันปรากฏขึ้นที่อีกฝากของลานประลองวงกลมขนาดใหญ่

                “เดี๋ยวก่อน”เสียงของโทบิดังขึ้น

                “เอ้า! ไอ้ลูกเหยี่ยว” ดาบคู่คู่ใจเด็กหนุ่มลอยขึ้นตามแรงโยนของผู้เป็นพ่อ

                3..........2...........เริ่มได้!!!!” เสียงเจ้าหน้าที่คุมลานประลองประกาศลั่น แผ่นกระดาษสีเหลือง ห้าแผ่นพุ่งออกกระจายออกรอบลานประลอง พลันเปล่งแสงสี เขียว แดง น้ำตาล ทอง น้ำเงิน ออกจากแผ่นกระดาษ แสงสีขาว เชื่อมแผ่นกระดาษทั้งห้าเป็นรูปวงกลม พร้อมแสงสีดำเชื่อมแผ่นทั้งห้าเป็นรูปดาวห้าแฉก วาชิพุ่งตัวออกไปยื่นตรงศูนย์กลางวงกลมนั้นพลันตวัดดาบสีดำพร้อมกับชักออกมาอย่างรวดเร็วเกิดคลื่นอากาศแหวกออกพุ่งตรงไปยังร่างของสองพ่อลูก แต่ทั้งก็กลับหลบได้โดยง่ายเพียงบิดฝ่าเท้าเพียงเท่านั้น

                “โอ้ รุนแรงตั้งแต่เริ่มถึงกับใช่มนตราสร้างอาณาเขตห้าธาตุ หมุนเวียนออกมาเลยเหรอ แต่ก็น่าเสียดายที่ผู้พิทักษ์อาณาเขตกลับมีพลังแค่ด้านลบ แล้วอย่างนี้จะควบคุมได้ดีเหรอ คุณหนูทั้งสอง” เทนเซย์กล่าว พลางพุ่งตัวเข้าหาร่างของวาชิอย่างรวดเร็วมือทั้งสองข้างของเขาเปล่งแสงสีทองออกมาก่อนจะกลายเป็นหอกยาวสองเล่ม พุ่งหมายจะทิ้มร่างของวาชิให้ทะลุ

                ฟุบ! ฟุบ! ฟุบ! เสียงหอกแหวกอากาศพุ่งเสียบร่างของเด็กหนุ่มแต่ร่างนั้นก็กลับกลายเป็นเปลวเพลิง พร้อมๆกับที่ร่างของเด็กหนุ่มปรากฏขึ้นอีกด้านพลางตวัดดาบขึ้น ยันต์สีเหลืองเขียนด้วยอักษรสีแดงดั่งเลือดทางทิศตะวันตกก็ท่อประกายแสงสีแดงเข้มพร้อมกับเกิดลูกไฟลุกพร้อมกับพุ่งเส้นสีแดงมายังดาบในมือของวาชิลุกโชนด้วยเพลิง ดาบในมือตวัดไปมาพร้อมๆกับร่างของเจ้าของดาบที่เคลื่อนที่อย่างไร้รูปแบบ เหมือนดังเปลวไฟยามต้องสายลม

                “ปักษาอสูร กำแพงเพลิงผลาญชีวา!” กำแพงเพลิงลุกท้วมล้อมร่างของ เทนเซย์ไว้

                 “หึ แค่นี้เองรึ ฮาฮาฮา” แม่ทัพหนุ่มฉกรรจ์ หัวเราะลั่นทั้งๆที่กำแพงเพลิงนั้นบีบเข้ามาเรื่อยๆจนพื้นที่ยื่นแทบจะไม่เหลืออยู่แล้ว

                “เทพแห่งวสันต์เอ๋ยจงมอบความชุ่มฉ่ำ วายุเอ๋ยจงโหมกระหน่ำ ทั้งสองพลังเอ๋ยจงปัดเป่า เหล่าอัคคีกล้าให้ดับสูญ” เกนมะร่ายเวทก่อกำเนิดสายลมหมุนและ เม็ดฝนตกลงสู่พื้นดินที่มีไฟลุกท้วมอยู่ก่อนจะค่อยๆกลายเป็นห่าพายุฝนที่พัดกระหน่ำจนวงล้อมเพลิงมอดลงเหลือเพียงแต่ควันและลอยเขม่าดำที่บริเวณพื้นดิน ร่างของเทนเซย์ยังคงยืนอยู่เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งๆที่เมื่อตะกี้ยังมีกองเพลิงที่เกือบจะเผาร่างของเขาทั้งเป็นล้อมรอบตัวเขาอยู่นี้อาจจะเป็นเพราะการที่เขาผ่านศึกมาเป็นเวลานาน

                “ห่าฝนเอย จงกระหน่ำเป็นดั่งพายุเข็มแห่งวารี ทิ่มแท้อริข้าให้สาบสูญ!  ห่าฝนที่พัดกระหน่ำอยู่ทวีความรุ่นแรงขึ้นเรื่อยๆจนความรู้สึกเจ็บแปลบแล่นไปทั่วร่างของวาชิเมื่อเหล่าเม็ดฝนที่เป็นดั่งเข็มพุ่งลงมากระทบร่างของเขา

                “หมื่นแสน ศาตรา”  คมหอก คมดาบมากมายพุ่งทะลุขึ้นมาจากผื่นดินเกือบทั่วลานประลอง จนบดบังร่างของวาชิไป และถึงแม้มิโดลิจะพยายามใช้มนตราไหนๆสลายเหล่าอาวุธนั้นก็ไม่ได้ผลอะไรทั้งสิ้นเพราะยิ่งสลายไปเท่าใด เหล่าอาวุธก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น จนเด็กสาวล้มพับลงเพราะหมดแรง

                “ฮา ฮา ฮา เป็นแค่เด็กเมื่อวานซืน ริอาจจะมาสู้กับข้า มันก็ต้องเจออย่างนี้ ฮา........” เสียงหัวเราะและคำกล่าวดูถูกอย่างเย่อหยิ่งดังขึ้นแต่ก็ยังไม่ทันจะได้หัวเราะอีกครั้งก็ต้องชะงักเพราะโดนกระแสจิตที่ที่แสนน่าชิงชังพุ่งเข้ากระทบจนทั่วทั้งร่างของ เทนเซย์ และ เกนมะ ต้องสั่นสะท้าน ลำแสงสีดำแดง พุ่งออกมาจากห่าอาวุธก็พลันระเบิดขึ้น ห่าอาวุธมากมายสลายหายไปจนไม่สามารถที่จะเพิ่มจำนวนได้ทัน ร่างของเด็กหนุ่มที่ชโลมเลือด ผมสีดำน้ำตาลปรกน่า หายใจหอบเล็กน้อย ดาบในมือมีออร่าสีดำปกคลุมจนทั่ว พร้อมทั้งจิตสังหารที่แสนกระด้าง เมื่อเด็กสาวเห็นดังนั้นจึงยันร่างตัวเองให้ลุกขึ้นยื่นก่อนจะค่อยขยับนิ้วเรียวยาวเป็นวงกลม มืออีกข้างตวัดนิ้วไล่ไปตามอากาศเป็นเส้นตรงสีขาวยาวขว้างกับลำตัวของเด็กสาว ดาบสองคมเรียวบางคล้ายกระบี่ปรากฏขึ้นด้านหน้า ตัวดาบสีขาวนวลคล้ายไข่มุก ที่ด้ามมีกระดาษยันต์แปะอยู่

                ฟุบ! ร่างของวาชิพุ่งออกไปอย่างเร็วดาบในมือตวัดฟันลงที่พื้นดินเกิดคลื่นอากาศสีดำแหวกทะลวงอากาศรอบๆนั้นให้ฉีกออกพุ่งตรงไปยังร่างของเทนเซย์ และ เกนมะ แสงสีขาวคล้ายกับเกาะแก้วใสป้องกันอยู่

                เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ! ตูม! ตูม! ตูม! เสียงของบางสิ่งแตกออกจากกัน ตามมาด้วยเสียงระเบิดที่ดังขึ้นอีกหลายครั้ง

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ขอขอบคุณทุกท่านที่(ทน)รับชม

และขอขอบคุณทุกคำติชม

สายลมปลายปากกา

edit @ 27 Apr 2010 20:14:58 by พลจิ๋วหลิว พิวจิ๋วหลน

edit @ 27 Apr 2010 20:15:25 by พลจิ๋วหลิว พิวจิ๋วหลน

edit @ 27 Apr 2010 20:43:44 by พลจิ๋วหลิว พิวจิ๋วหลน

อาจมีบางท่านคุ้นๆกับเรื่องนี้ แน่นอน เพราะมันเคยไปอยู่ในเด็กดี!!!

แต่ก็หายไป เพราะด้วยความไม่เอาใจใส่ และติดโหมกระหน่ำเรียนอย่างบ้าครั่งจนเลือดตาแทบกระเด็กออกมา

แต่ไม่ใช่ตอนนี้แล้ว ผม.....จบม.ปลายแว้วววว เพราะฉะนั้น ปิดเทอมหน้าร้อน(ที่ร้อนสุด โคตะระร้อนเลย )ผมจึงตัดสินใจที่จะชำระความผิดของตัวเอง ด้วยการกลับมาเขียนใหม่อีกครั้งครับ หวังว่าทุกท่านจะอ่านกันนะครับ (หากอยากที่จะรุมประนามผมก็เชิญที่ทำตัวแบบนี้ แต่ว่า ประนามเสร็จ โปรดกลับมาอ่านด้วยเถิด พรีสสสสส~)

เอาหละครับ วันนี้ได้สารภาพบาปแล้ว T^T ก็ขอให้ทุกคนโปรดเป็นกำลังใจให้คนตัวเล็กๆจิ๋วๆแคระๆอย่างผมกันด้วยนะครับ พรีสสสส~

และ

ผม 

ขอสัญญาว่า ปากกาอารมณ์ดี ฮา ได้ทั้งวัน คนนี้จะแต่งเรื่องต่อไปอย่างไม่ย่อท้อครับ พี่น้อง!!!

 

 

                ปี 3021 ห้าร้อยปีหลังสงครามครั้งใหญ่ที่รุกรานไปทั่วโลก หลายอาณาจักรล่มสลาย และหลายอาณาจักรใหม่ก็กำเนิดขึ้นทดแทน โลกได้ถือกำเนิดใหม่อีกครั้ง หลังผ่านพ้นวิกฤตแห่งการล่มสลายอันแสนยาวนานหลายสิบปี อาณาจักรต่างๆ เกิดขึ้นครอบคลุมไปตั้งแต่ที่ทุรกันดารแห้งแล้ง จนถึงผื่นป่าแสนอุดม แม้กระทั้งผื่นฟ้า และผื่นสมุทร ก็ยังมีอาณาจักรต่างๆอยู่ทั่ว วิทยาการมากมายก็กำเนิดขึ้นใหม่ทดแทนวิทยาการเก่าที่สร้างมลภาวะอันเกิดจากความรู้ในศาสตร์ที่ไม่สมบูรณ์ เวทมนต์ คำที่เกิดขึ้นเมื่อเวลาแห่งสงครามจบสิ้นลง สิ่งมหัศจรรย์ สำหรับคนเมื่อห้าร้อยปีก่อนค่อยๆถูกพัฒนาผสมผสานกับวิทยาการทางเทคโนโลยีสมัยใหม่มากมายก็กำเนิดองค์ความรู้ใหม่ และเวทมนต์รวมทั้งวิทยาการเวทยังคงพัฒนาต่อไปเรื่อยๆอย่าไม่หยุด และสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ก็ได้ให้กำเนิด โรงเรียนกลางของแต่ละอาณาจักร สถานที่ที่คอยสั่งสอนวิชาความรู้ในทุกๆศาสตร์ และปลูกฝังปณิธานของคนรุ่นหลังให้กับเหล่าเด็กๆ ผู้เปรียบเสมือนอนาคตของอาณาจักรนั้นๆที่จะคอยสืบสารปณิธานต่างๆ จนเสมือนเป็นการจำกัดขอบเขตอิสระที่ให้เหล่าเด็กๆได้ทำตามปณิธานของตนแต่เพียงเท่านั้น

                บ้านคุโรคามิ

                บ้านไม้สุดแสนธรรมดาที่ปลูกสร้างขึ้นตามสถาปัตยกรรมโบราณ ที่มีขนาดตัวบ้านไม่ได้ใหญ่มากนักผิดกลับพื้นที่โดยรอบที่กว้างใหญ่เต็มไปด้วยเหล่าพฤกษานานาพันธ์ซึ่งเปรียบเสมือนที่พักพิงของเหล่าสัตว์ทั้งหลาย บ้านไม้แสนธรรมดานี้หากผู้ที่เป็นนักเดินทางเดินทางมาเยี่ยมชมคงไม่เชื่อว่าเป็นบ้านของบุคคลผู้ทรงอำนาจในระดับต้นๆของ นครหลวง โทชิน ศูนย์กลางแห่งอาณาจักรฮิโยคุ อาณาจักรแห่งนภาปักษิน ธรณีพฤกษา สายธารอุดม “คุโรคามิ โทบิ” โบฟู(ตำแหน่งของหัวหน้าหน่วยทหาร องครักษ์สายลม แห่งเจ้าผู้ครองแคว้น ที่ไม่ได้ขึ้นตรงต่อใครทั้งนั้น)แห่งราชวงศ์คะโชฟุเก็นซึผู้เป็นเจ้าของบ้านคุโรคามิ ชายหนุ่มผู้ได้รับขนานนามว่าเป็น “ขุนนางผู้สมถะ” เพราะถ้าไม่นับเครื่องแต่งกายที่ใช้ในบ้านและงานพิธีต่างๆแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างก็ล้วนแต่เปรียบเสมือนกับผู้ประชาชนทั่วไป ทั้งอาหารการกินต่างๆ ตลอดจนชีวิตที่เรียบง่ายไม่ได้มีความฟุ้งเฟ้อเหมือนกับขุนนางคนอื่นๆแต่อย่างไร “หากไม่เหมือนประชาชนแล้วเราจะเข้าใจเขาได้อย่างไร” นี้คือคำพูดติดปากของเขาคนนั้นที่มักใช้พูดกับคนขุนนางที่ชอบมาหาเรื่องดูถูกเขาอยู่เสมอ....

                 “ว่าไงนะ ลูกจะลาออกจากโรงเรียนกลางแห่ง โทชินหรือ!? หญิงสาวผมน้ำตาลประกายทองตัดกับใบหน้านวลขาวที่มีสีเลือดฝาดดูอ่อนเยาว์กว่าความเป็นจริง ในชุดพื้นเมืองท่อมือจากผ้าแพรเนื้อมันสีชมผู้อ่อน ผมสีน้ำตาลที่ม้วนขึ้นปักปิ่นทองคำประดับด้วยเพชรพลอยหลากสีดูสมฐานะของ โฮซึ(จอมเวทหญิงระดับ2 ที่ควบคุมเวทแห่งธาตุพื้นฐานทั้ง 5 (ไม้ ไฟ ดิน ทอง น้ำ)) แห่งอาณาจักรฮิโยคุ คุโรคามิ ฮานะ หญิงสาวผู้เป็นแม่ของเด็กหนุ่มอุทานขึ้นอย่างตกใจกับเรื่องที่ลูกของเธอพูดออกมาให้ตายสิลาออกจากโรงเรียนเฮ้อช่างไม่ได้ต่างอะไรกับพ่อของเขาเลยจริงๆ

                “ครับ ก็ไอ้พวกนั้นมันมากวนผมอะ ผมเลยจัดการซะเละเลยแล้วที่นี้อาจารย์ยังมาหาว่าผมผิดอีกผมก็เลยเถียงกลับจนมันน่าชาไปเลย แบบนี้แหละฮะ พอมีคนบอกจะเรียกผู้ปกครองมารับฟังความผิดมันก็ยิ่งฉุนกึกเลยเดินไปยื่นใบลาออกเสียเลย” เด็กหนุ่มตอบอย่างไม่สบอารมณ์แต่ก็แอบซะใจเล็กน้อยที่ได้ซัดไอ้พวกปากดีนั้นจนเลือดกลบปาก

“ก็อย่างนั้นแหละ ซากุระ อย่าลืมสิว่าวาชินะเป็นถึงลูกของปักษาผู้ไม่ได้รับการผูกมัดนะ แล้วจะยอมถูกขังอยู่ในโรงเรียนบ้าๆนั้นทำไมใช่ไหมวาชิลูกพ่อ” ชายหนุ่มเจ้าของนามคุโรคามิ โทบิ พูดขึ้นอย่างอารมณ์ดีก่อนจะหันกลับผิวปากเล่นอย่างชอบใจ “เฮ้อ~ จริงๆเลยพ่อลูกคู่นี้ทำอะไรตามใจตนอยู่เสมอ ว่าแต่วันนี้มีงานฉลองของพวกขุนนางตั้งแต่ระดับ5 ขึ้นมาจนถึงระดับ2 แล้วเราจะตอบคำถามจากพวกเขายังไงเพราะเรื่องที่ลูกของหัวหน้าองครักษ์ส่วนพระองค์ผู้ไม่ขึ้นตรงกับใครคงกระจายไปทั่วแล้วแน่นอน”ซากุระถามอย่างลำบากใจเธอไม่ได้กลัวจะเสียหน้าแต่กลัวที่ลูกชายของตนเองจะต้องทนกับสายตาดูถูกเหยียดหยามของพวกคนเหล่านั้นยิ่งกับวาชิด้วยแล้ว เด็กน้อยของเธอคนนี้เป็นพวกอารมณ์ร้อนอยู่ด้วยขื่นเจอแบบนั้นเข้าคงไม่พ้นจะเกิดเรื่องวิวาทแน่

“ไม่ต้องห่วงไปหรอก ผมมีคนที่จัดการเรื่องนี้ได้อยู่แล้ว พวกผู้ดีจอมสอดอย่างขุนนางระดับสูงทั่วไปนี้ จะมาสู้ฝีปากกับคู่หู่วิหกผู้ ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาตลอดหลายสิบปีเช่นเดียวกับผมและคุณได้เหรอ ฮะฮะ แล้วเราก็ยังมีผู้ช่วยอีกด้วยนะอย่าลืมสิวันนี้ไม่ใช่แค่มีแต่ครอบครัวเรานะที่อยู่ข้างเราหนะ”โทบิกล่าวพร้อมหัวเราะอย่างอารมณ์ดีพลางนึกย้อนถึงอดีตของตนที่ผ่านมาเมื่อครั้งยังเป็นหนุ่ม.....'เด็กน้อยผู้ออกเดินทางไปทั่วโลก เพื่อค้นหาสิ่งต่างๆด้วยตัวของเขาเอง สิ่งที่เขาเชื่อว่าโรงเรียนกลางแห่งอาณาจักร ไม่มีวันสอนให้กับเขาได้ และเขาก็ได้พบเจอกับสิ่งนั้นสิ่งที่เรียกว่า มิตรภาพ สิ่งที่ต้องสร้างขึ้นมาจากความรู้สึกส่วนลึกระหว่างคนที่มอบให้แก่กันอย่างจริงใจ และอีกสิ่งหนึ่งก็คือ “อิสระแห่งการนึกคิด ปณิฐานแห่งตน” สิ่งที่หากอยู่ที่โรงเรียนกลางแล้วนั้นเขาจะไม่มีวันที่จะค้นพบและเข้าใจถึงความหมายนี้ไดเลย และสำหรับเขาแล้วเรื่องการที่ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของตนจะทำเช่นเดียวกับเขานั้นก็ถือเป็นเรื่องที่เขาพอใจอยู่แล้ว และดีใจที่ลูกชายของตนไม่ติดอยู่กับไอ้โรงเรียนบ้าๆนั้นด้วย'

“เอ้า ไปออกกำลังคลายเครียดกันดีกว่าเนอะไอ้ลูกรัก” โทบิพูดขึ้นอย่างอารมณ์ดี พร้อมกับรอยยิ้มของเด็กน้อยที่ผลุดขึ้นบนใบหน้าทันทีที่ได้ยินคำนั้น

 

กลางลานกว้างที่มีหญ้าปลูกไว้แทนพรม รอบข้างรายล้อมไปด้วยต้นไม้นานับพันธุ์ที่ยืนต้นบังแดดให้กับผู้คนที่อยู่ภายในนั้น เสียงของเหล็กบางๆปะทะกันอย่างไม่หยุดหย่อน ทั้งเสียงหวีดหวิวของวัตถุที่แหวกอากาศไปมาอย่างรวดเร็วจนสร้างคลื่นอากาศแหวกอากาศรอบข้างออก กลายเป็นลมพายุขนาดย่อมๆได้

“นี้วาชิ ลูกยังเคลื่อนไหวได้ไม่เป็นธรรมชาติเลยนะ ต้องพลิ้วและรวดเร็วกว่านี้นะ แข็งทื่อแบบนี้หลบการโจมตีได้ยากนะ”โทบิพูดสั่งสอนลูกของเขาขณะที่กำลังเคลื่อนที่ไปมากลางอากาศอย่างพลิ้วไหว ดาบในมือตวัดกวัดแกว่งไปมาโดยมีเป้าหมายคือลูกชายของเขา“การใช้เวทต่างๆทั้งที่ใช้เป็นกำลังสนับสนุ่นร่างกายและใช้โจมตี ยังทำได้ไม่ดีพอยังต้องตั้งจิตให้มั่นคงยิ่งกว่านี้นะ แล้วก็ต้องให้พลังเวทในกายไหลลื่นกว่านี้ด้วย” เสียงของผู้เป็นแม่ดังมาจากโคนต้นไม้สั่งสอนผู้เป็นลูกไปพลางอ่านหนังสือไปพลาง“ครับ” เด็กหนุ่มรับคำพร้อมเริ่มปรับปรุงจุดบงพร่องทั้งหลายที่ถูกตักเตือน จนเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ ในเวลาไม่นานนักทำเอาผู้เป็นพ่อและแม่อดยิ้มปนทึ้งไม่ได้กับความสามารถในการพัฒนาของผู้เป็นลูก นี้อาจเป็นเพราะสายเลือดยอดนักบู้แห่งนภา และ สายเลือดจอมเวทแห่งตะวันออกก็เป็นได้ ที่ทำให้ความสามารถรวมถึงอัจฉริยภาพของเด็กหนุ่มผู้นี้สูงกว่าเด็กๆทั่วไปที่อยู่ในวัยเดียวกัน และอารมณ์ขันรวมความขี้เล่นของเด็กหนุ่มผู้นี้ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าใคร แม้จะมีนิสัยโผงผาง ถึงไหนถึงกัน ไม่คิดหน้าคิดหลัง จนเป็นที่หนักใจให้กับพ่อแม่ของเขาไม่ใช่น้อย แต่นี้ก็คงเป็นผลจากการสายเลือดของผู้เป็นพ่อก็ได้เพราะเมื่อครั้งโทบิยังหนุ่มๆก็ไม่ได้ต่างอะไรกับเจ้าพวกนี้เลย“เล่นกันทั้งวันเลยนะ เจ้าเหยี่ยวพวกนี้” เสียงพูดอย่างอารมณ์ดีดังขึ้นจากทางเดินที่โรยด้วยก้อนกรวดเม็ดใหญ่ เมื่อชายหนุ่มผู้ถูกทักได้ยินก็เลิกจากการประดาบกับผู้เป็นลูกพลางบอกให้ผู้เป็นลูกไปหาภรรยาของตนก่อนที่จะเดินออกมาหาชายหนุ่มทักเรียกเขา“ก็นะ ว่าแต่ข้าเจ้าหละยังคงมาดนิ่งเหมือนเดิมเลยนะ พยัคฆ์ขาวแห่งป่าลึก ฮันโซ” เสียงพูดอย่างอารมณ์ทักชายหนุ่มผมขาวเรียบยาวประบ่า ดูกลืนกับผิวขาวในชุดสีน้ำเงินเข้ม ตามด้วยลวดลายต่างๆที่ศิลปินพื้นบ้านเป็นคนคิดประดิษฐ์ขึ้น“หึ ก็ไม่เท่าไหรหรอก ว่าแต่ลูกเหยี่ยวคนนั้นเป็นยังไงบ้างหละ เป็นเหยี่ยวขี้เล่นเหมือนพ่อมันหรือป่าว”ฮันโซพูดหยอกคู่หูเก่าครั้งที่ออกท่องโลกไปด้วยกันอย่างสนิทสนมแต่ก็ไม่วายที่จะวางมาดนิ่งเอาไว้“วาชิลาออกจากโรงเรียนแล้วหละ ส่วนสาเหตุนั้นก็เพราะไม่ชอบ และคงเรื่องเพื่อนด้วย เพราะตัวเองที่เป็นคนสนุกสนานไปทุกเรื่องจนดูจะเกินหน้าเกินตาคนอื่นด้วยมั้ง” โทบิตอบก่อนจะพูดต่อไปว่า “ก็คงอย่างนั้น ว่าแต่ หนูมิโดลิ กับ ฮานะหละไม่มาด้วยเหรอ”“ออ สองคนนั้นเขาให้รออยู่ในบ้านนายแล้วหละ พอดีตอนเมื่อกี้เข้าไปแล้วไม่เจอเลยคิดว่านะจะอยู่ที่นี้” ฮันโซตอบอย่างไม่เกรงใจเจ้าของบ้านที่เข้าไปในบ้านโดยไม่ได้ขอ แต่นี้อาจจะเป็นเพราะความสนิทสนมที่มีมาเมื่อหลายสิบปีที่ออกไปท่องโลกกว้างด้วยกัน“เหอะ อีกแล้วไม่เกรงใจกันบ้างเลย” สหายหนุ่มพูดอย่างไม่พอใจเล็กน้อยก่อนจะถูกตอกกลับมาว่า “ก็บ้านเจ้ามันไม่เห็นมีของมีค่าอะไรให้ต้องกลัวโจรขโมยขึ้น จะมีก็แต่ตำราวิชาความรู้ ที่ลงผนึกซะแข็งแกร่งจนยากที่คนอื่นจะเปิดมันออกได้ถ้าไม่ใช่พวกเหยี่ยวอย่างนาย”“เออก็นะ มันก็จริงหวะ นายนี้มันจริงๆเลยเคยยอมให้คนอื่นเขาชนะบ้างไหม” โทบิหยุดโต้กลับเพราะจนมุม และนี้คงเป็นครั้งที่ร้อยแล้วมั้งที่เขาโดนไล้ตอนจนจนมุมแบบนี้ ทำไมนะเข้าถึงไม่เคยจะชนะไอ้บ้านี้ได้ซักที“ฮะฮะ คงไม่ได้หรอก อยากชนะก็เอาชนะเองสิว่าแต่ นี้คงให้วาชิออกเดินทางเหมือนกับนายสินะ” ฮันโซถาม“ก็คงอย่างนั้นแหละ แค่หวังว่าจะให้ลูกเหยี่ยวซุกซนขี้เล่นจอมโวยวาย ได้ออกไปฝึกฝนตนจนกว่าจะกลายเป็นเหยี่ยวที่มีความพร้อมในทุกๆด้านเท่านั้นแหละ” โทบิตอบ“อืมคงเหมือนกับเจ้าสินะ ถ้าอย่างนี้ลูกข้าไปด้วยได้ไหม อายุก็พอๆกับวาชิสินะ”ฮันโซกล่าว “หนูมิโดลิหนะเหรอ ก็ดีสิ เธอออกจะใจเย็นกว่าเจ้าวาชิแถมยังเป็นเพื่อนกันตั้งแต่เด็ก ถึงแม้จะชอบทะเลาะกันก็เถอะ”โทบิตอบพลางหัวเราะออกมาเมื่อนึกถึงภาพเด็กสองคนที่เอาแต่ทะเลาะทั้งไล่เตะ ไล่ตีกัน โดยไม่คิดว่าอีกฝ่ายเป็นเพศตรงข้ามเลย

“อืม แต่ก็ไม่ได้เจอกันตั้งสองสามปีแล้ว ถ้าเจ้าวาชิลูกของนายเห็นอาจจะอึ้งไปเลยก็ได้ หึหึ”ฮันโซพูดพลางหัวเราะอย่างมีเล่ห์นัย และมันใจในลูกของตน

“แหม่ๆจะชมว่าลูกตัวเองน่ารักสินะ วาชิเองก็ฝึกฝีมือดีขึ้นมากแล้วนะถึงแม้จะยังหวยอยู่บ้างก็ตามเถอะ” ชายหนุ่มพูดอย่างรู้ทัน เพราะเจ้าวาชิมันมักแพ้ทางคนน่ารักอยู่แล้วต่อให้เป็นหนูมิโดลิก็ตามหากมาเจอกันในแบบที่ฮันโซว่าไว้ ไอ้ลูกชายจอมโผงผางได้กลายเป็นหนุ่มน้อยเงียบเชียบแน่นอน

“เอาเถอะๆ เอาไว้หลังจากที่ทักทายกันเสร็จแล้วเราลองไปถามสองคนนั้นเขาดูก็แล้วกันว่ายังไง”ฮันโซพูดพลางตบบ่าเพื่อนอย่างเป็นนัยก่อนจะกระโจนออกไปกลางลานหญ้ากว้างที่เมื่อก่อนหน้านี้ยังเป็นที่สอนวิชาให้กับวาชิ พลางขวักมือเรียกสหายของเขาอย่างท้าทายพลันตวัดมือชักดาบเล่มยาวออกมา

“หึ ให้มันได้อย่างนี้สิเพื่อน” โทบิกล่าวพร้อมพุ่งตัวออกไปอย่างเร็ว และอีกไม่นานเสียงเหล็กปะทะกันก็ดังสนั่นไปทั่วทั้งบริเวณ... 

 

“แม่ คุณลุงคนนั้นใช่ลุงฮันโซเปล่าครับ”  วาชิถาม

“ใช่จะ พอของหนูมิโดลิ เพื่อนสมัยเด็กของลูกที่ชอบกัดกันยังไงหละ” ซากุระตอบอย่างอารมณ์ดีที่จะได้เจอเพื่อนเก่าของตนที่ไม่ได้เจอกันหลายปีเพราะภาระหน้าที่

“หา ยัยแมวดุคนนั้นเหรอ โอ้ไม่ได้เจอกันซะนานอย่างนี้ต้องแกล้งให้เข็ดเลยคอยดู ครั้งที่แล้วเล่นไว้ซะแสบ” เด็กหนุ่มพูดพลางนึกสนุกปนแค้นเล็กๆที่เมื่อก่อนตนเองโดนแกล้งซะจนดูไม่ได้ ทำเอาผู้เป็นแม่ยิ้ม เพราะความคิดแบบเด็กๆยังคงหลงเหลืออยู่ในตัวเด็กอายุ16 คนนี้

เฮ้อ ถ้าลูกเราออกเดินทางแล้วจะเป็นผู้ใหญ่ขึ้นบ้างไหมนะ คงต้องพึ่งดวงวิญญาณแห่งปักษินให้เป็นคนชี้นำสินะ หญิงสาวถอนหายใจก่อนจะลำพึงลำพันกับตัวเอง

.........

...........

                “ไม่ต้องห่วงไปเหล่าทายาทแห่งปักษินเอ๋ย เด็กน้อยผู้นี้จะต้องเติบใหญ่เป็นเหยี่ยวที่แข็งแกร่ง ปีกที่เป็นอิสระทั้งสองจะถูกมอบให้แด่เขา และ จะตัดโซ่ตรวนที่ชื่อกฎเกณฑ์พันธนาการเหล่าผู้คนทั้งหลาย และทำให้เขากลายเป็นเหยี่ยวหนุ่มผู้มีความเพียบพร้อมได้เอง” เสียงหนึ่งดังก้องขึ้นภายใต้สายลมที่พัดผ่านบ้าน คุโรคามิ แห่งนี้

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ขอขอบคุณทุกท่านที่(ทน)รับชม

และทุกคำติชม ที่ท่านมอบให้

สายลมปลายปากกา 

 

edit @ 27 Apr 2010 20:55:16 by พลจิ๋วหลิว พิวจิ๋วหลน